เมนู
· หน้าแรก
· บทความ
· ดาวน์โหลด
· คำถามยอดนิยม
· ฟอรั่ม
· เว็บลิงค์
· หมวดหมู่ข่าว
· ติดต่อเรา
· แกลอรี่ภาพ
· ค้นหา
· บทความ
· ดาวน์โหลด
· คำถามยอดนิยม
· ฟอรั่ม
· เว็บลิงค์
· หมวดหมู่ข่าว
· ติดต่อเรา
· แกลอรี่ภาพ
· ค้นหา
กระทู้ฟอรั่ม
กระทู้ใหม่
ยังไม่มีกระทู้
กระทู้ยอดนิยม
ยังไม่มีกระทู้
เข้าสู่ระบบ
ยินดีต้อนรับ
News Update :: ข่าวสารล่าสุด
กลยุทธ์ลงทุนหุ้น ให้ชนะเงินเฟ้อ
สร้างโอกาสช่วงวิกฤติในภาวะเงินเฟ้อสูงลิบ บวกกับบรรยากาศทางการเมืองง่อนแง่น ผสมโรงกับปัจจัยลบภายนอกอย่างปัญหาสถาบันการเงินของสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับความสูญเสียของตราสารการเงิน CDO และสินเชื่อซับไพร์ม ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยเต็มไปด้วยความเสี่ยง นักลงทุนส่วนมากต่างทำได้เพียง Wait & See รอปาฏิหาริย์จากปัจจัยบวก
ภาพตลาดหุ้นไทยโดยรวมมีความผันผวน ซึ่งวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าสายงานวิจัย บล.ทิสโก้ ถึงกับยอมรับว่าตลาดหุ้นในรอบนี้เป็น วิกฤติจริงๆ เพราะว่าดัชนีหุ้นปักหัวลงอย่างต่อเนื่อง 200 จุด โดยแทบไม่ได้มีการหยุดพักระหว่างทางเลย
วิกฤติด้านการเงินของสหรัฐอเมริกาเริ่มจากซับไพร์ม จากนั้นลุกลามไปสู่วิกฤติของสินเชื่อชั้นดี หรือไพร์ม และต่อไปผู้เชี่ยวชาญให้จับตาดูวิกฤติจะลุกลามไปสู่บรรดาบริษัทค้ำประกันหุ้นกู้ของบริษัทอเมริกัน วิศิษฐ์ บอก
เขาเล่าว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถ้าบริษัทค้ำประกันหุ้นกู้เหล่านี้มีสภาพทางการเงินย่ำแย่ อันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทที่พวกเขาไปค้ำประกันทั้งหลายจะถูกปรับลดลง ซึ่งปัญหานี้คาดว่าจะโผล่ขึ้นให้เห็นในช่วงปลายปีนี้
ทุกวันนี้ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยเสี่ยง 3 เรื่อง เรื่องปัญหาทางการเงิน ปัญหาระบบเศรษฐกิจโลก และปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งปัญหาสองเรื่องถือเป็นปัจจัยลบหนักหน่วง ส่วนเงินเฟ้อแก้ไขได้ง่ายมาก อีกทั้งเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นช่วงสั้นๆ ซึ่งพวกเราไม่กลัว วิศิษฐ์ ให้ความเห็น
อย่างไรก็ตาม วิศิษฐ์มองว่าเมื่อตลาดหุ้นอยู่ในช่วงปรับลดลงย่อมเป็นจังหวะในการเข้าไปเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความปลอดภัยสูงๆ ช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ปีนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเข้าไปเลือกลงทุนในหุ้น
ถึงแม้ครึ่งหลังของปีจะเป็นจังหวะดีในการมองหาหุ้น แต่กลยุทธ์การลงทุนจะต้อง ถือหุ้นข้ามปี เนื่องเพราะประเมินกันว่าปีหน้าตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าประทับใจมากถึง 30-50% เพราะหลังเกิดวิกฤติในแต่ละรอบหุ้นจะ Rebound ค่อนข้างแรง
แนะนำให้ลงทุนหุ้นข้ามปี เพราะเชื่อว่าการเพิ่มทุนของสถาบันการเงินสหรัฐอเมริกาจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ส่วนปัญหาการเมืองไทยจะชัดเจนในช่วงปลายปีนี้เช่นเดียวกัน วิศิษฐ์กล่าว
พูดง่ายๆ ใครที่รักตลาดหุ้นไทยในช่วงวิกฤติแบบนี้ต้องใช้กลยุทธ์การลงทุนระยะยาว โดยจากการศึกษาของวิศิษฐ์ พบว่านับตั้งแต่ปี 2522 เป็นต้นมา ถ้าหากลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นระยะเวลา 1 ปี จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่แท้จริง (หักเงินเฟ้อ) ประมาณ 11.4% และถ้าถือยาวนานถึง 3 ปี จะมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่แท้จริงประมาณ 13.80% อีกทั้งถ้าลงทุนในหุ้น 1 ปี โอกาสที่จะเป็นบวก (มีกำไร) 57.4% ถ้าถือยาว 3 ปี โอกาสที่จะเป็นบวกสูงถึง 61%
ด้านจิตรา อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไซรัส กล่าวว่าความน่าสนใจของตลาดหุ้นท่ามกลางปัญหารอบด้านอยู่ที่ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงมีศักยภาพ
พวกเราคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีนี้จะเติบโตประมาณ 14% ส่วนปีหน้าจะเติบโตราวๆ 9.3% แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยและภาวะเงินเฟ้อจะอยู่ในภาวะแบบนี้แต่บริษัทจดทะเบียนยัง ไม่ขี้เหร่
เธอให้ความเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อสูงๆ เป็นอันตรายต่อการออมเงิน โดยล่าสุดอัตราดอกเบี้ยสุทธิของประเทศไทยติดลบสูงถึง 5.1% สูงที่สุดในรอบ 10 ปี เมื่อผู้ออมเงินรู้สึกว่ามูลค่าของเงินลดลง การฝากเงินในธนาคารอาจจะไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดอีกต่อไป ทำให้เริ่มหาช่องทางการออมเงิน ซึ่งการลงทุนผ่านตลาดหุ้นถือเป็นช่องทางที่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้
อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ซบเซาประเด็นที่ถูกถามกันมาก ก็คือ อะไรเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ของบริษัทจดทะเบียน คำตอบก็คือ กระแสเงินสดและความเสี่ยงทางการเงินของบริษัทที่จะลงทุน
นักลงทุนอาจประเมินจากอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) กำไรพิเศษที่บริษัทจดทะเบียนบันทึกไว้ในงบการเงิน รวมถึงแนวคิดในการบริหารงานซึ่งบริษัทที่เน้นขยายตัวอย่างรวดเร็วอาจไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน
การลงทุนในระยะยาวเป็นสิ่งที่เหมาะสมอยู่เสมอ และถ้ามั่นใจว่าลงทุนได้อย่างถูกต้องก็ไม่ต้องกังวลกับปัจจัยลบในระยะสั้น ชุติมา วรมนตรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ธนชาต กล่าว
สำหรับนักลงทุนที่มีสไตล์แบบซื้อมาขายไป (Day trade) หากคิดจะลงทุนอาจจะไม่เหมาะสม เนื่องเพราะปัจจัยลบเข้ามากระทบตลาดตลอดเวลา ดังนั้นหากลงทุนแบบรายวันจะ ขาดทุน มากกว่า กำไร
การลงทุนในสไตล์แบบซื้อมาขายไปและทำกำไรได้ ตลาดควรอยู่ในภาวะกระทิง (Bull Market) อย่างแท้จริง แต่ถ้าตลาดเต็มไปด้วยความผันผวน มีความเสี่ยง นักลงทุนประเภทนี้จะได้ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียออกไป วิศิษฐ์ บอก
หากลยุทธ์การลงทุนให้เจอ
จากสถิติความสัมพันธ์กันระหว่างตัวเลขขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย พบว่าเดือนไหนที่ประเทศไทยเกินดุล นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิ แต่เดือนไหนที่ขาดดุล นักลงทุนต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ
สาเหตุมาจากเมื่อประเทศไทยขาดดุล ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าลง ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะกลัวเงินบาทอ่อนค่าจึงขายหุ้นออกไปก่อน ดังนั้นสุขภาพทางการเงินของประเทศมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในตลาดหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ จิตรา ให้ความเห็น
มีคำถามตามมาว่าแล้วถ้าหากจากนี้ประเทศไทยยังมีสถานะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อไป การลงทุนในตลาดหุ้นย่อมมีอันตราย ดังนั้นหากยังรักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมีทางออกมากน้อยแค่ไหน?
วิศิษฐ์ แนะนำว่ากลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจประการหนึ่ง คือ การย้ายกลุ่มหุ้น (Sector Rotation) โดยเฉพาะในยุคที่เงินเฟ้อสูงๆ ที่ตลาดหุ้นอาจจะไม่ใช่ตลาดที่หอมหวานมากนัก และอาจจะผิดพลาดได้ง่ายหากไม่เพิ่มความระมัดระวัง
กลยุทธ์การลงทุนหุ้นช่วงเงินเฟ้อสูงๆ ที่ดี คือ Sector Rotation โดยเมื่อมีการคาดการณ์ว่าว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นจะต้องเข้าลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มอาหาร จะสังเกตว่าในช่วงไตรมาสแรกปีนี้หุ้น 2 กลุ่มให้ผลตอบแทนสูงอย่างมาก แต่ในช่วงนี้หุ้นทั้ง 2 กลุ่มกลับตรงกันข้าม ทำให้นักลงทุนย้ายการลงทุนไปในหุ้นกลุ่มสื่อสารและอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นสร้างคอนโดมิเนียม ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่า
เหตุผล ก็คือ เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น รายจ่ายสูง รายได้คงที่หรือลดลง ทำให้ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไป เช่น สื่อสารผ่านมือถือเพิ่มสูงขึ้นแทนการเดินทาง หรือซื้อ เช่าคอนโดมิเนียมใกล้ที่ทำงาน หรือใกล้ระบบขนส่ง
ถัดจากนั้น เมื่อเงินเฟ้อปรับลดลงต้องดูว่าหุ้นกลุ่มไหนที่ได้รับผลดีจากเงินเฟ้อลดลง โดยให้สังเกตว่าเมื่อเงินเฟ้อลดลงแล้วระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้รับความเสียหาย หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะได้รับผลเชิงบวก เพราะไม่กระทบกับการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงไม่ทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) เพิ่มสูงขึ้น
นักลงทุนจะต้องรู้ว่ากลยุทธ์ Sector Rotation มีความสำคัญมากน้อยเพียงใด โดยต้องมองภาพรวมของตลาดให้ออก แล้วกำหนดกลยุทธ์ของตัวเองว่าควรจะลงทุนในสไตล์ไหน วิศิษฐ์ กล่าว
เขาแนะนำต่อไปว่า การลงทุนหุ้นให้ชนะเงินเฟ้อ ต้องมองหุ้นที่มี Pricing Power เช่น หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ น้ำมัน โรงพยาบาล โดยหุ้นกลุ่มดังกล่าสามารถผลักภาระต้นทุนไปให้ลูกค้าได้ ส่วนหุ้นกลุ่มที่มีลักษณะ Poor Pricing Power ซึ่งไม่สามารถผลักภาระต้นทุนการดำเนินงานให้ลูกค้าได้ เช่น กลุ่มวัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง
อย่างไรก็ดี เมื่ออยู่ในภาวะเงินเฟ้อสูงๆ นักลงทุนมักจะเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่ายเงิน รวมถึงการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งจะมองว่ามีความเสี่ยงในตลาดหุ้นมากขึ้น ดังนั้นจะชะลอหรือหยุดการลงทุน
เมื่ออัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูง อำนาจการซื้อของคนจะหายไป แม้ว่าบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่มจะผลักภาระต้นทุนไปให้ลูกค้าได้ และสามารถสร้างให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อได้แต่ในทางปฏิบัติแล้วอาจจะยากสำหรับการเพิ่มอำนาจการลงทุนของนักลงทุน
ด้านสุกิจ อุดมศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.นครหลวงไทย แนะนำว่าหากนักลงทุนยังคงดื้อรั้นในการใช้กลยุทธ์การลงทุนแบบระยะสั้นๆ แล้วต้องการผลตอบแทนสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อคงจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากระดับเงินเฟ้ออาจจะปรับขึ้นไปอีกจนแตะระดับเลข 2 หลัก ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติยังคงทยอยขายต่อเนื่อง
นักลงทุนสามารถลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนในระยะยาวและกระจายความเสี่ยงจากพอร์ตการลงทุนได้ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศและเอเชียยังมีความน่าสนใจ
ท่ามกลางสาภาวะที่เต็มไปด้วยความกดดันนักลงทุนควรลงทุนในหุ้นที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจและราคาหุ้นที่เปลี่ยนแปลงได้ โดยให้น้ำหนักไปยังหุ้นที่เรียกว่า Defensive Stock อาทิ หุ้นกลุ่มระบบสาธารณูปโภค อาหาร และโรงพยาบาล
ขณะที่นักลงทุนที่ถือหุ้นกลุ่ม Blue Chip ไม่ควรตื่นตระหนก แต่หากต้องการปรับลดพอร์ตการลงทุนควรรอให้ดัชนีเพิ่มขึ้น พวกเราประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยอาจไม่ขึ้นไปเกิน 800 จุดได้ในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า สุกิจ มอง
เขายังให้คำแนะนำสำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นในพอร์ตควรมองหุ้นกลุ่ม Blue Chip เพื่อรับผลตอบแทนในระยะยาว เช่น หุ้นกลุ่มถ่านหิน ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีราคาซื้อขายลดลงมาต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์รวมและมูลค่าทางบัญชี หรือเลือกลงทุนหุ้นปันผลที่สามารถจ่ายเงินปันผลในอัตราอย่างน้อย 6% ซึ่งจะชนะเงินเฟ้อในระยะยาวและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าฝากเงินอีกด้วย
สำหรับภาวะที่อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ควรให้ความสนใจหุ้นที่สามารถผลักภาระต้นทุนได้ อาทิ หุ้นกลุ่มเหล็ก และอาหาร เนื่องเพราะสามารถปรับราคาขายได้ตามอัตราเงินเฟ้อ
ด้าน ชุติมาแนะนำว่าในภาวะที่อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ควรเลือกหุ้นที่มีโอกาสหารายได้ต่อเนื่อง ซึ่งหากขายสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภคจะไม่ได้รับผลกระทบจากระดับเงินเฟ้อ และถ้าเป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีรายได้จากค่าเช่าถือว่ามีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อต่ำ เพราะสามารถเรียกค่าเช่าเพิ่มขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้อ
อีกทั้งยังสามารถประเมินโอกาสการลงทุนจากการดูต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปร โดยบริษัทที่มีต้นทุนคงที่สูงจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินเฟ้อต่ำ เนื่องจากลงทุนไปล่วงหน้าเป็นจำนวนมากแล้ว และบางครั้งอาจจะจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง เช่น หุ้นในกลุ่มระบบสาธารณูปโภค กลุ่มบันเทิง กลุ่มพัฒนาพื้นที่ค้าปลีก กลุ่มโรงพยาบาล
สำหรับราคาหุ้นที่ลดลงมาค่อนข้างมาก ทำให้มีความน่าลงทุนสูงแต่เนื่องจากปัจจัยลบทางการเมืองอาจกดดันให้ตลาดปรับลดลงได้อีก แต่อาจลดลงไปแค่ระดับ 3-5% จึงมีความเหมาะสมที่จะลงทุนระยะยาว
นอกจากนี้ นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีราคาเคลื่อนไหวผันผวนตามปัจจัยอื่นๆ หรือราคาหุ้นตัวอื่น เช่น กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากค่าการกลั่น และบริษัทที่มีภาระหนี้สูง
ถึงแม้ว่าตลาดหุ้นยังเป็นช่องทางการลงทุนที่มีความหอมหวานสำหรับนักลงทุนที่มีกลยุทธ์เหมาะสมและเข้าใจตลาด แต่อนาคตคือความไม่แน่นอน ดังนั้นท่ามกลางหมอกควันหนาทึบ การมองเห็นอย่างชัดเจนย่องเป็นไปได้ยาก การลดความสูญเสียที่ดีที่สุดหนีไม่พ้นการเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุน
จากคอลัมน์ Special Report โดย สเตฟเฟ่น ซากเกอร์ นิตยสาร Money and Wealth ฉบับเดือนสิงหาคม 2551

